ตราสารการเงิน หุ้นสามัญ  اَلْأَسْهَمُ الْعَادِيَةُ หุ้นกู้ سَنَدَاتُ الشَّرِكَةِ

ตามหลักชะรีอะห์

ในปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกรรมการเงินมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมุสลิมเพียงใด หากแต่มุสลิมจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของอิสลามด้วย ดังนั้น ธุรกรรมการเงินในด้านต่าง ๆ จำเป็นจะต้องสอดคล้องต่อหลักชะรีอะห์ นั่นก็คือ การปราศจากข้อห้ามต่าง ๆ เช่น ดอกเบี้ย (اَلرِّباَ) ความคลุมเครือ (اَلْغَرَرُ) การพนันเสี่ยงโชค (المَيْسِرُ) และการลงทุนในสิ่งต้องห้าม (اَلتَّمْوِيْلُ الْمَحْرَمُ) เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้หัวข้อ “การเงินอิสลาม (Islamic Finance اَلْمَالِيَةُ الإِسْلاَمِيَّةُ)”

“การเงินอิสลาม Islamic Finance” ประกอบไปด้วยหลากหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจ คือ ตราสารการเงิน (Financial Instruments صُكُوْكٌ مَالِيَّةٌ) ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องของหุ้นสามัญ และหุ้นกู้ เป็นต้น

ตราสารการเงิน (Financial Instruments صُكُوْكٌ مَالِيَّةٌ )

ตราสารการเงิน คือ สัญญาที่แสดงถึงสิทธิเรียกร้องที่ผู้ถือตราสารการเงินมีต่อรายได้ในอนาคต หรือต่อทรัพย์สินของกิจการผู้ออกตราสารนั้น ๆ โดยตราสารการเงินแบ่งประเภทหลักๆ ได้ดังต่อไปนี้

  1. ตราสารหนี้ (debt instruments صُكُوْكُ الدُّيُوْنِ) เป็นตราสารที่ผู้ถือ (ในฐานะเจ้าหนี้) มีสิทธิเรียกร้องต่อผู้ออกตราสารหนี้ (ในฐานะขอกู้ยืมเงิน) ให้จ่ายเงินต้นคืนเต็มจำนวนและเพิ่มเติมดอกเบี้ยในเวลาที่กำหนด กล่าวคือ ตราสารนี้เป็นเอกสารยืนยันการกู้ยืมเงินที่กำหนดดอกเบี้ยระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยไม่คำนึงว่าผู้กู้จะนำเงินไปลงทุนโดยได้กำไรขาดทุนหรือไม่ ตราสารประเภทนี้ เช่น หุ้นกู้  ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น
  2. ตราสารทุน (equity instruments صُكُوْكُ الأَسْهَمِ  ) เป็นตราสารที่ผู้ถือ (ในฐานะเจ้าของร่วมกิจการ) มีสิทธิเรียกร้องต่อผู้ออกตราสารทุน (ผู้ร่วมกิจการ) ให้จ่ายกำไรในกรณีที่กิจการได้กำไรโดยจ่ายเป็นเงินปันผล (dividend) กล่าวคือ ผู้ถือตราสารทุนมีฐานะเป็นเจ้าของร่วมกิจการกับผู้ออกตราสารทุน มีสิทธิได้กำไรหรือขาดทุน ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของกิจการนั้น ๆ  ตราสารประเภทนี้ เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ เป็นต้น
  3. ตราสารอนุพันธ์ (derivatives اَلْمُشْتَقَاتُ الْمَالِيَّةُ ) เป็นตราสารที่สองฝ่ายสัญญาระบุในการซื้อ-ขายสินค้าอ้างอิง ณ เวลาหนึ่งในอนาคต ในราคาและจำนวนของสินค้าที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า เช่น ฟิวเจอร์ (futures) ออปชั่น (Option) ฟอร์เวิร์ด (forward) และสวอป (swap) เป็นต้น

ตราสารการเงินอิสลาม (Islamic Financial Instruments اَلصُّكُوكُ اْلإِسْلاَمِيَّةُ)

ตราสารการเงินตามหลักอิสลามนั้น จะไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยและข้อห้ามตามหลักชะรีอะห์ โดยใช้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ลงทุน (ผู้ถือตราสาร) และผู้ประกอบการ (บริษัท) มาแทนที่ระบบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ (กู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ย) ดังนั้น ผลตอบแทนจาการลงทุน จะไม่มีการประกันรายได้ (fixed guaranteed return) หรือการกำหนดกำไรตายตัวล่วงหน้า เช่น ถ้าหากลงทุนร่วมกับบริษัทจะได้กำไร 5 %  อย่างแน่นอน ถึงแม้บริษัทจะขาดทุน ซึ่งลักษณะนี้เป็นสิ่งต้องห้าม กล่าวคือ เหมือนกับการกู้ยืมเงินโดยกำหนดดอกเบี้ย ซึ่งเจ้าหนี้ไม่มีโอกาสที่จะขาดทุนเลย

ดังนั้น ตราสารการเงินตามหลักอิสลาม เป็นตัวแทนของการอ้างสิทธิและการเป็นหุ้นส่วนในทรัพย์สินที่จับต้องได้ (real asset) และทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดผลิตผล (productive asset) ผลตอบแทนของตราสารการเงินอิสลามขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการผลิตของทรัพย์สินที่พวกเขาได้หุ้นส่วนกัน และอีกด้านหนึ่งทีมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก คือ ปัจจัยแวดล้อมของตลาดได้มีการเปลี่ยนแปลงในภาคเศรษฐกิจจริง (real sector) ดังนั้น การลงทุนในตราสารการเงินอิสลามเป็นการลงทุนในสินทรัพย์จริง ๆ ไม่ได้เป็นการลงทุนในตัวเงินอย่างเช่น การกู้ยืมโดยกำหนดดอกเบี้ย

ข้อตัดสินตราสารการเงินตามหลักชะรีอะห์

หุ้นสามัญ (Common Stocks اَلْأَسْهَمُ الْعَادِيَةُ)

หุ้นสามัญ เป็นประเภทหนึ่งของตราสารทุน (equity instruments صُكُوْكُ الْأَسْهَمُ ) ที่ออกโดยบริษัทมหาชนจำกัดที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจนั้น ๆ ในฐานะเจ้าของกิจการผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและลงคะแนนเสียงเพื่อร่วมตัดสินใจในปัญหาสำคัญ ๆ ของบริษัท นอกจากนี้หากบริษัทออกหุ้นเพิ่มทุนก็จะให้สิทธิผู้ถือหุ้นสามัญเดิมซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาตามสิทธิที่กำหนด

ผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นสามัญ สามารถลงทุนซื้อหุ้นได้ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง ส่วนในตลาดแรกนั้น (Primary Market) ผู้ลงทุนสามารถจองซื้อหุ้นทุนของบริษัทมหาชนที่ออกเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือที่เรียกว่า หุ้น  IPO (Initial public offering) ส่วนการซื้อขายหุ้นที่หมุนเวียนอยู่แล้วนั้น เป็นการซื้อขายในตลาดรอง (Secondary Market) กล่าวคือ เมื่อซื้อหุ้นมาจากตลาดแรกแล้ว (บริษัทเปิดตัวหุ้นเป็นครั้งแรก) หลังจากนั้นผู้ที่ต้องการขายต่อหุ้นสามารถขายต่อไปได้ในตลาดรอง (ตลาดหลักทรัพย์)

หุ้นสามัญ คือ ส่วนของบรรดาผู้ถือหุ้นต่าง ๆ ในบริษัทร่วมทุน หรือส่วนที่ซึ่งต้นทุนของบริษัทได้ถูกแบ่งตามมูลค่าของทุนเป็นหุ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งแต่ละหุ้นส่วนมีค่าเท่ากัน โดยจะปรากฏมูลค่าของหุ้นบันทึกอยู่บนเอกสารหุ้น มูลค่าของหุ้นจะเพิ่มหรือลดขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของบริษัท  เช่น ต้นทุนที่ต้องการระดมทุน 1,000,000 บาท ราคาต่อหุ้น 10 บาท หุ้นก็จะถูกแบ่งออกเป็น 100,000 หุ้น เพื่อจำหน่ายให้ผู้ถือที่ต้องการจะลงทุน ก็จะซื้อตามจำนวนที่ต้องการ 100 หุ้น 1000 หุ้น ดังนั้น ผู้ซื้อก็จะกลายเป็นหนึ่งผู้ถือหุ้น ส่วนการซื้อขายหุ้น (ต่อ) คือ การนำหุ้นที่ซื้อมาในตลาดแรกไปขายต่อในตลาดรอง (Secondary Market) โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ดูแลในการเปลี่ยนมือหุ้น (ซื้อ-ขาย) ดังกล่าว ซึ่งการซื้อขายกระทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ 

ผลตอบแทนจากหุ้นสามัญ

  1. ผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend) เมื่อบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล หุ้นบางประเภทของบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลประจำปีเมื่อบริษัทได้กำไรในการดำเนินการ
  2. ผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาขายหุ้นกับราคาซื้อหุ้น หากบริษัทมีแนวโน้มการดำเนินงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งสภาวะตลาดหุ้นเอื้ออำนวย ราคาหุ้นบริษัทจะสูงขึ้น ถ้าหากผู้ถือหุ้นขายไปก็จะได้รับกำไรที่เป็นตัวเงินจากการขายหุ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากราคาหุ้นตกต่ำ อันเนื่องมาจากการดำเนินงานของบริษัทต่ำลงเรื่อย ๆ รวมทั้งสภาวะตลาดหุ้นตกต่ำ ถ้าหากผู้ถือหุ้นขายไปก็จะมีผลขาดทุนที่เป็นตัวเงินจากการขายหุ้น

 ข้อตัดสิน หุ้นสามัญ ตามหลักชะรีอะห์

  1. การแบ่งเงินทุนของบริษัทเป็นส่วน ๆ นั้น (تَقْسِيْمُ رَأْسِ مَالِ الشَّرِيْكَةِ) เป็นสิ่งที่อนุญาต ตราบใดที่ไม่มีการขัดแย้งต่อหลักการอิสลาม และไม่ขัดแย้งต่อกฎเกณฑ์ทั่วไปของสัญญาหุ้นส่วนในหลักชะรีอะห์
  2. หุ้นสามัญ คือ ส่วนของผู้เป็นหุ้นส่วน ในเงินทุนของบริษัทร่วมทุน (Join Stock Company) ซึ่งบริษัทในหลักการอิสลามจะร่วมทุนและประกอบธุรกิจโดยใช้หลักการ “ชะรีกะห์ อินาน” (شَرِكَةُ عِنَاِن) ในการบริหารงาน ชะรีกะห์อินาน (شَرِكَةُ عِنَاِن) คือ การที่สองคนหุ้นส่วนกัน หรือมากกว่าสองคนในทรัพย์หนึ่งซึ่งร่วมลงทุนในทรัพย์นั้น ดังนั้น กำไร-ขาดทุนก็จะแบ่งตามจำนวนการลงทุนของแต่ละฝ่าย ชะรีกะห์อินานถือเป็นพื้นฐานของการก่อตั้งบริษัทและห้างหุ้นส่วนต่าง ๆ ทั่วไป เพราะมีความหมายของการหุ้นส่วนที่แท้จริงอยู่ และชะริกะห์อินานนี้เป็นสิ่งที่อนุญาตในหลักการอิสลาม ดังนั้น การซื้อและขายหุ้นสามัญเป็นที่อนุญาตตามหลักการชะรีอะห์ เพราะเจ้าของหุ้นส่วนนั้น ก็คือ ผู้หุ้นส่วนในบริษัทตามแต่จำนวนที่เขาได้ครอบครองจากหุ้น เช่น 10 หุ้น และ 100 หุ้น เป็นต้น
  3. ผู้ถือหุ้น คือ เจ้าของร่วมกับผู้ถือหุ้นรายอื่น โดยนำทรัพย์สินมาลงทุนร่วมกัน เมื่อได้กำไรก็จะได้ตามอัตราส่วนที่ลงทุน (จำนวนหุ้น) และเมื่อขาดทุนก็จขาดทุนเพียงตามอัตราส่วนที่ลงทุนไปเช่นเดียวกัน ซึ่งการดำเนินการนี้สอดคล้องต่อหลักการชะริกะห์ อินาน  ดังนั้น กำไรที่เกิดจากการปันผลของหุ้นในสิ้นปี ถือเป็นสิ่งที่อนุญาต และกำไรที่เกิดจากส่วนต่างเมื่อขายหุ้นต่อไปในตลาดรอง ก็ถือเป็นสิ่งอนุญาตเช่นเดียวกัน
  4. เหตุผลที่อนุญาต คือ หุ้นสามัญ เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของบริษัท หุ้นสามัญเทียบเท่าเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้น มีสิทธิร่วมกันในเรื่องของกำไรหรือขาดทุนของบริษัท ซึ่งสิทธิผู้ถือหุ้นขึ้นอยู่กับจำนวนที่ได้ใช้เงินสดซื้อหุ้นไป ดังนั้น เมื่อใดกำไรของบริษัทสูงขึ้น มูลค่าของหุ้นก็ขึ้นสูงตาม เมื่อผู้ถือหุ้นต้องการจะขายหุ้นก็สามารถกระทำได้ และเมื่อบริษัทมีการขาดทุน มูลค่าของหุ้นก็ลดลงตามเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงพิจารณาได้ว่า การซื้อขายหุ้นไม่ใช่เป็นการซื้อตัวแผ่นกระดาษของหุ้น เพราะแผ่นกระดาษไม่มีมูลค่าใด หากแต่หุ้นเป็นสื่อกลางตัวแทนของสิทธิที่ปรากฏในต้นทุนของบริษัทต่างหาก ดังนั้น สามารถที่จะซื้อขายเมื่อหุ้นเพิ่มราคาสูงหรือลดลงไปจากเดิมก็ได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีข้อห้ามตามหลักศาสนาจากการขายหุ้นสามัญในราคาที่เท่ากับราคาที่บันทึกเอาไว้บนใบหุ้น หรือราคาจริงๆ หรือราคาตลาด (ราคาที่เพิ่มมากขึ้น) เพราะธุรกรรมนี้เปรียบเสมือนกับการขายสินค้าของผู้ครอบครอง (เจ้าของ) ซึ่งสามารถขายด้วยกับราคาใด ๆ ก็ได้ตามต้องการ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามตามหลักการของศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อ-ขายหุ้นสามัญตามหลักอิสลามนี้จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังต่อไปนี้ด้วย 

กฎเกณฑ์การซื้อขายหุ้นสามัญ

  1. บริษัทผู้ออกหุ้นสามัญ จำเป็นที่บริษัทจะดำเนินการและผลิตสินค้าหรือบริการไม่ขัดต่อหลักการของศาสนา เช่น บริษัทผลิตสินค้า อาหาร ยา และบริษัทขนส่ง เป็นต้น
  2. หุ้นสามัญ ที่ออกจากบริษัทซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า มีความโปร่งใสในการดำเนินการ
  3. บริษัทจำเป็นจะต้องปราศจากทุกสิ่งที่ต้องห้าม เช่น ดอกเบี้ย ความคลุมเครือ การหลอกลวง การซ่อนเร้นอำพราง และการเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมิชอบ อย่างไรก็ตามเรื่องบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยนักวิชาการมีความเห็นเป็น 2 ทัศนะ ดังต่อไปนี้
    • กลุ่มที่หนึ่ง ดอกเบี้ยและรายได้ที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา จะมีมากน้อยเพียงใดก็ถือว่าเป็นดอกเบี้ยและสิ่งต้องห้ามทั้งหมด จึงห้ามลงทุนโดยการซื้อหุ้นสามัญจากบริษัทดังกล่าวเด็ดขาด
    • กลุ่มที่สอง ดอกเบี้ยรวมและรายได้อื่นที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา ไม่เกิน5% ของรายได้รวมถือว่าเป็นที่อนุญาต สามารถซื้อ-ขายหุ้นสามัญกับบริษัทนี้ได้
  4. สินทรัพย์รวมของบริษัทที่ออกหุ้น จะต้องมีส่วนของหนี้สินต้องน้อยกว่า 33% ของสินทรัพย์รวม เพราะถ้าหากมากกว่า ข้อตัดสินก็จะกลายเป็นการซื้อ-ขายหนี้ (بَيْعُ الدَّيْنِ) และต้องใช้หลักการซื้อขายหนี้ ไม่ใช่เรื่องของการซื้อขายหุ้นสามัญทั่วไป เพราะใบหุ้นถือเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ (หนี้สิน) การซื้อหุ้นไป ก็คือการซื้อส่วนของหนี้ไปด้วย เพราะมีส่วนของหนี้สินมากกว่าส่วนของทรัพย์สินรวมอื่น ๆ ดังนั้น จึงถือเป็นหลักการซื้อขายหนี้ ซึ่งต้องใช้กฎเกณฑ์เฉพาะในการดำเนินการ และไม่อนุญาตใช้การหลักการซื้อ-ขายทั่วไปต่อหุ้นสามัญของบริษัทนี้
  5. ส่วนของเงินสด ต้องน้อยกว่า 33% ของสินทรัพย์รวม เพราะถ้าหากมากกว่า ข้อตัดสินจะเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนเงินตรา (اَلصَّرْفُ) จำเป็นจะต้องใช้หลักการแลกเปลี่ยนเงินตรามาแทนที่ ไม่ใช่การซื้อขายหุ้นสามัญทั่วไป เพราะใบหุ้นถือเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ (เงินสด) จึงเท่ากับว่าซื้อเงินสดกับเงินสด หรือการแลกเปลี่ยนเงินตรานั่นเอง (اَلصَّرْفُ) จึงไม่อนุญาตใช้หลักการซื้อ-ขายทั่วไปในหุ้นสามัญของบริษัทนี้
  6. สัดส่วนของบัญชีลูกหนี้และเงินสดรวมกันแล้ว ต้องน้อยกว่า 50% ของสินทรัพย์รวม เช่นเดียวกัน ถ้าหากมากกว่า ข้อตัดสินจะเป็นการใช้หลักการซื้อ-ขาย (بَيْعُ الدَّيْنِ)  รวมถึงหลักการแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย (اَلصَّرْفُ) จึงไม่อนุญาตในการใช้หลักการซื้อ-ขายทั่วไปในหุ้นสามัญนี้
  7. ข้อพึงระวังอีกหนึ่งข้อ เรื่องการซื้อหุ้นสามัญครั้งแรก (IPO) ในตลาดแรก จากบริษัทซึ่งยังไม่ได้เริ่มดำเนินการอะไรเลย (ยังไม่ซื้ออาคาร โรงงาน หรือเครื่องจักร เป็นต้น) เพียงแต่ต้องการระดมทุนและได้ขายหุ้นสามัญเพื่อจะได้นำเงินไปดำเนินการ เรื่องนี้เป็นสิ่งอนุญาต เพราะถือว่าผู้ซื้อหุ้นสามัญไปเป็นเจ้าของร่วมกับบริษัท ตามหลักชะรีกะห์ อินาน (หุ้นเป็นตัวแทนของการหุ้นส่วน) หากแต่ว่าหลังจากนั้นผู้ที่ซื้อหุ้นไปแล้วและต้องการขายต่อในตลาดรอง ต้องคำนึงถึงบริษัทผู้ออกหุ้นด้วยว่า ได้ดำเนินการคืบหน้าเป็นอย่างไรแล้ว เพราะถ้าหากยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย ก็เท่ากับว่าบริษัทถือเงินสดอยู่ เมื่อผู้ถือหุ้นขายต่อ จึงถือเป็นหลักการแลกเปลี่ยนเงินตรา  (اَلصَّرْفُ) เข้ามาแทน เพราะถือว่าใบหุ้นเป็นตัวแทนของเงินสด จึงไม่อนุญาตใช้หลักการขายทั่วไปต่อหุ้นสามัญในช่วงเวลานี้

หุ้นกู้ (Corporate Bond سَنَدَاتُ الشَّرِكَةِ)

หุ้นกู้ เป็นประเภทหนึ่งของตราสารหนี้ (debt instruments صُكُوْكُ الدُّيُوْنِ)  เป็นตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยธุรกิจเอกชน เพื่อกู้ยืมเงินจากผู้ออมหรือผู้ลงทุน (ถือว่าเป็นผู้ให้กู้) โดยมีการระบุวันครบกำหนด และจ่ายอัตราดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้ สามารถเปลี่ยนมือได้ สามารถซื้อขายได้ในตลาดแรก และตลาดรองของตราสารหนี้

ลักษณะเฉพาะของหุ้นกู้ (ทั่วไป)

  1. หุ้นกู้ เป็นตราสารหนี้ระยะยาว และถือเป็นหนี้สินของบริษัท
  2. หุ้นกู้ ถือเป็นตราสารหนี้ ของบริษัท ไม่ใช่ตราสารส่วนของต้นทุน เหมือนหุ้นสามัญ
  3. ผู้ถือหุ้นกู้ จะได้รับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด โดยไม่พิจารณาว่าบริษัทจะขาดทุนหรือไม่
  4. ผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิในการบริหารบริษัท ไม่มีสิทธิในการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น
  5. มีการกำหนดเวลาตายตัว (ไม่เหมือนหุ้นสามัญ ไม่มีกำหนดเวลา) และผู้ถือจะได้รับดอกเบี้ยในเวลาที่กำหนดนั้น
  6. ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับการประกันจากทรัพย์สินของบริษัท นั่นหมายถึง เมื่อบริษัทยุติกิจการและทำการชำระบัญชี ผู้ถือจะได้รับชำระเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ 
  7. หุ้นกู้ เป็นตราสารหนี้ ที่สามารถเปลี่ยนมือได้ โดยการค้าขายหุ้นในตลาดรอง

ข้อตัดสิน หุ้นกู้ ตามหลักชะรีอะห์

                หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ ผู้เป็นเจ้าของหุ้นกู้ คือ ผู้ให้กู้ ซึ่งจะได้รับเงินคืน เกินกว่าเงินทุนที่ให้ยืมไปเมื่อครบกำหนดเวลา (มีการกำหนดดอกเบี้ย) ดังนั้น การที่ออกหุ้นกู้ ด้วยกับมีการกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยตายตัว ถือเป็นเรื่องต้องห้าม (حَرَامٌ) ตามหลักศาสนา ซึ่งเข้าข่ายริบาอัน-นะซีอะห์ (اَلرِّبَا اَلنَّسِيْئَةُ)  คือ การเพิ่มเติมในหนี้สินที่กู้ยืมเพื่อแลกเปลี่ยนกับเวลา หรือ ริบาอัล-กุรูด (اَلرِّبَا الْقُرُوْضُ) ริบาที่เกิดจากการยืม

นักวิชาการร่วมสมัยใหม่มีความเห็นว่า ไม่อนุญาตให้ทำการซื้อ-ขายหุ้นกู้ ดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. หุ้นกุ้ คือ การยืมของบริษัท องค์กร รัฐบาล โดยการกำหนดดอกเบี้ยตอบแทนให้ผู้ให้กู้ (ผู้ถือหุ้น) ซึ่งถือว่าเป็น ริบาอัน-นะซีอะห์ ซึ่งมีหลักฐานจากอัลกุกุรอ่านได้ระบุเป็นข้อห้ามเอาไว้
  2. หุ้นกู้ เหมือนรูปแบบหนึ่งที่เป็นลักษณะของการฝากเงินธนาคาร โดยธนาคารจะนำเงินดังกล่าวไปลงทุน พร้อมกับประกันการคืนทุนและดอกเบี้ยเพิ่มเติม เป็นรูปแบบที่นิยมในยุคยาฮี่ลี่ยะห์ ดังนั้น อัลกุรอาน และหะดีษ ได้ถูกประทานลงมาเป็นข้อห้าม
  3. ไม่อนุญาตทำการซื้อขายหุ้นกู้ ถึงแม้ผู้ถืออกหุ้น คือ บริษัทร่วมทุน หรือ รัฐบาล และไม่อนุญาตให้ธนาคารอิสลามออกหุ้นกู้ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่อนุญาตให้ทำการซื้อขายหุ้นกู้ หรือธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นกู้ 

ทางเลือกใหม่ที่มาแทนหุ้นกู้

หลังจากที่หุ้นกู้เป็นสิ่งต้องห้ามในหลักชะรีอะห์ จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า จะนำสิ่งใดที่ถูกต้องตามหลักการของอิสลามมาแทนในหุ้นกู้ เป็นความรับผิดชอบของนักวิชาการฟิกฮ์และนักเศรษฐศาสตร์อิสลาม ในการที่จะคิดค้นนวัตกรรมทางด้านการเงิน เพื่อให้เท่าเทียมกับการพัฒนาของนักวิชาการเศรษฐศาตร์ตะวันตก การจำกัดเฉพาะเพียงหุ้นสามัญไม่พอเพียงอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบัน แนวคิดใหม่ ๆ ในตลาดการเงินโลกได้ถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างมากมาย และสิ่งที่จะมาทดแทน และเป็นทางเลือกที่นักวิชาการทางด้านศาสนาและเศรษฐศาสตร์ คิดค้นขึ้นมาเพื่อทดแทนหุ้นกู้ ก็คือ ตราสารศุกูก Sukuk صُكُوْكٌ  หรือ Islamic Bond ซึ่งเป็นตราสารการเงินอิสลามประเภทหนึ่งทีมีความน่าสนใจ และมีรายละเอียดที่ซับซ้อนประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องใช้สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) เข้ามาเกี่ยวข้อง

ความแตกต่างระหว่างหุ้นสามัญและหู้นกู้

ด้านที่เปรียบเทียบ หุ้นสามัญ หุ้นกู้
ลักษณะตราสาร เป็นส่วนหนึ่งของทุน เป็นหนี้สินของบริษัท
ความสัมพันธ์ ผู้ถือหุ้นสามัญเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ผู้ถือหุ้นกู้ เป็นเจ้าหนี้ของบริษัท
ความผันผวนของผลตอบแทน กำไรของหุ้นสามัญมีความผันผวน บางครั้งเกิดการขาดทุน กำไรของหุ้นกู้ตายตัวแน่นอน และไม่เกิดผลอะไรถ้าหากบริษัทขาดทุน
สิทธิของเจ้าของในการบริหารบริษัท ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิในการบริหารบริษัท โดยผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีสิทธิในกาบริหารบริษัท
การได้เงินทุนคืน ผู้ถือหุ้นต้องขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือ ในขณะที่บริษัทล้มเลิกกิจการและทำการชำระบัญชี ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับเงินทุนคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา
เมื่อบริษัทล้มเลิกกิจการและชำระบัญชี เมื่อบริษัทขาดทุน และทำการชำระบัญชี ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับเงินคืนหลังจากชำระหนี้ทั้งหมดก่อน ผู้ถือหุ้นกุ้ จะได้รับการชำระหนี้เป็นคนแรก ในขณะที่บริษัทขาดทุน หรือในสภาพการชำระบัญชี

ข้อสรุป

หุ้นสามัญ (اَلْأَسْهَمُ الْعَادِيَةُ) เป็นสิ่งที่อนุญาตในการลงทุน และทำการซื้อขายต่อได้ โดยมีเงื่อนไขเบื้องต้น คือ บริษัทจะต้องผลิตสินค้าหรือการบริการที่ไม่ขัดต่อหลักการ และการดำเนินการบริษัทจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งต้องห้าม รวมถึงต้องคำนึงถึงเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วด้วย

หุ้นกู้ (الشَّرِكَةِ اَلسَنَدَاتُ) ด้วยหลักการเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้น การซื้อขายจึงเป็นสิ่งต้องห้ามไปด้วย ซึ่งหุ้นกู้ ดำเนินการในลักษณะของการให้เงินกู้ยืมและกำหนดดอกเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในหลักการของอิสลาม

หุ้นสามัญ หุ้นกู้ เป็นเพียงแค่บางหัวข้อในเรื่องของการเงินอิสลาม ซึ่งถือเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความน่าสนใจ หากแต่ยังมีธุรกรรมการเงินต่าง ๆ ในรูปแบบอื่นอีกมากมาย ที่ยังจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ ศึกษา และค้นคว้า ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักชะรีอะห์ เพื่อไม่ให้มุสลิมได้เข้าใจแต่เพียงในภาคหลักของอิบาดัต  (اَلْعِبَادَاتُ)เท่านั้น หากแต่ภาคหลักมุอามะล้าต (اَلْمُعَامَلاَتُ) ก็มีความสำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันของมุสลิมควบคู่กันไปด้วยเช่นกัน

บทความโดย ดร.สมีธ อีซอ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนดารุ้ลอุลูม คลอง16  
กรรมการอิสลามจังหวัดฉะเชิงเทรา